อาชีพ ‘ที่ปรึกษาการเงิน’ หรือ ‘นักวางแผนการเงิน’  มีหน้าที่รับข้อมูลบุคคลทั้งด้านข้อมูลพื้นฐานของบุคคล เช่นอาชีพ อายุ ความเสี่ยงที่เหมาะสม  รวมถึงข้อมูลการเงินอื่นๆ เช่น รายรับ รายจ่าย สินทรัพย์ หนี้สิน  รวมถึงข้อมูลเป้าหมายที่ต้องการ   แล้วนำมารวมกับข้อมูลเศรษฐศาสตร์ การเงิน เศรษฐกิจ การลงทุน เพื่อวิเคราะห์ “อย่างรอบคอบ”   แล้วสร้างคำแนะนำที่เป็นเครื่องชี้นำผู้ขอรับคำปรึกษาให้สามารถบรรลุเป้าหมายได้ “อย่างระมัดระวังมากพอ”

แล้ว ทำไมต้อง “รอบครอบ และ ระมัดระวัง” ละ  นั้นเพราะผู้ขอรับคำปรึกษา ในที่นี้ขอสมมุติตัวละครขึ้นมา 2 ตัว คือ ‘ลุงหมู’   และบุคคลที่อ้างตัวเป็นที่ปรึกษาการเงินมีชื่อว่า ‘F’  เพราะ ลุงหมูอาจจะนำเงินทั้งหมดของชีวิต มาให้ F ช่วยแนะนำ และช่วยบริหารการเงินให้  แต่หารู้ไม่ว่า F นี้แหละที่ได้นำพาลุงหมูไปสู่ความล้มเหลว  แล้วใครจะรับผิดชอบชีวิตลุงหมูละครับ 

มาลองดูตัวอย่างง่ายๆกันดูครับ   ตัวอย่างคล้ายๆแบบนี้มีกันอยู่มากมายในโลก Internet Website / Facebook Fan Page     เป็น Content ด้านการวางแผนเกษียณ  การคำนวณยอดเงินที่ต้องมีเพื่อให้เพียงพอต่อการเกษียณ  แต่ล้วนเป็นแบบง่ายๆที่ยังไม่ถูกต้อง  เพราะผู้เขียนต้องการให้เข้าถึงผู้อ่านในวงกว้าง หากยากเกินผู้อ่านก็จะไม่เข้าใจ/สนใจ  แต่ในขณะเดียวกันก็อาจทำให้ผู้อ่านอีกหลายคนที่หลงเชื่อหลงทาง/เข้าใจผิดๆได้  จริงไหมครับ??? 

ลุงหมู มีอายุ 54 ปี  ใกล้เกษียณ มีเงินเก็บ/ลงทุน และทรัพย์สินมีค่า ที่สามารถนำมาใช้ในการเกษียณได้ในปัจจุบันอยู่ที่ 8 ล้าน   ไม่มีครอบครัวภรรยาและลูก ไม่มีพี่น้อง ไม่ต้องรับผิดชอบพ่อแม่แล้ว และที่สำคัญไม่ใช่ข้าราชการที่จะมีบำนาญเลี้ยงชีพ ไม่มีกองทุน PVD   ถ้าเกษียณน่าจะได้รับเงินก้อนสุดท้ายจากบริษัท  เมื่อรวมกับทรัพย์สินที่มีจะมีรวมประมาณ 9 ล้านบาท  กำลังคิดว่าจะ Early Retire ที่ 55 ปีได้ไหม  หรือควรต้องทนทำงานต่อไปจนกว่าจะ 60 ปีดี  ได้มาขอปรึกษากับ F ให้ช่วยวิเคราะห์หน่อย   F ได้ลองคำนวณไปว่าถ้า Early Retire ตอนอายุ 55  และกำหนดตัวแปร อายุขัยโดยเฉลี่ยไว้ที่ 77 ปี  ได้ผลดังนี้ 

  1. ถ้าเกษียณตอนนี้ แปลว่าต้องดำรงชีพอยู่ 77-55 = 22 ปี
  2. ดังนั้น เงิน 9 ล้านบาท / 22 ปี = 409,090 บาท/ปี  หรือ  34,090 บาท/เดือน

ลุงหมู ก็ดีใจ คิดว่า 34,090 บาท/เดือน  เค้าก็พอใช้สบายๆแล้ว   เลยเลือกที่จะ Early Retire  ตามคำแนะนำของ F

แล้วเรื่องนี้ F ผิดตรงไหน

  1. ทุกคนคงสังเกตได้ว่า F ไม่ได้คำนึงถึง “ผลกระทบของการเติบโตของราคาสินค้าในอนาคต” ที่ต้องแพงขึ้นแน่ๆ ที่เราเรียกง่ายๆว่า “เงินเฟ้อ” เรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดนะครับ โดยเฉพาะเมื่อได้คุยสอบถาม และให้คำแนะนำระบุเป็นรายบุคคล เราเรียกว่า “คำแนะนำเฉพาะเจาะจง”   F ต้องให้คำแนะนำที่ถูกต้องคำนึงถึงเรื่องต่างๆที่มากพอสำหรับลุงหมู   โดยไม่ต้องกังวลว่าลุงหมูจะเข้าใจถึงที่มาที่ไปของตัวเลขไหม ไม่ถึงกับต้องสอนลุงหมูว่าคำนวณมาได้อย่างไร  แต่ F ต้องคำนึงถึงความเสี่ยงต่างๆที่มีผลกระทบในอนาคตของลุงหมู   และให้ข้อมูลที่ถูกต้อง เหมาะสม  เพราะลุงหมูต้องตัดสินใจ และอาจต้องเตรียมเงินให้มากขึ้นก่อนเกษียณ  หรืออาจต้องยอมใช้เงินเกษียณปีแรกๆให้น้อยลงเพื่อให้พอในระยะยาว   (ในโลก Internet ปัจจุบันมีเยอะมากครับ ที่เป็นแนะนำแบบทั่วไป แต่ก็อาจทำให้ผู้อ่านเข้าใจผิดได้ เพราะในคำแนะนำเหล่านั้น มีเยอะมากที่ไม่คำนึงถึงเงินเฟ้อ บางบทความหนักกว่านั้น  คือใส่ตัวเลขให้ดูดีโดยมีผลตอบแทนจากการลงทุนเพิ่มเข้ามา  แต่ไม่คำนึงถึงเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น  โอ้มาริโอ  อุทานนะ)
  2. ถ้าลุงหมู ใช้เงินจนหมด ตอนอายุ 77 ปี พอดี แต่ลุงหมูยังแข็งแรงดีอยู่เลย  แล้วลุงหมูจะดำรงชีพต่อไปด้วยเงินก้อนไหนต่อดีละครับ เมื่อ F ไม่ได้วางแผนเผื่ออะไรไว้เลย  กะว่า 77 ต้องตายแน่แล้ว   
  3. ใช่ครับ คงมีที่ปรึกษาการเงินที่เรียนมา มองเห็นแล้วว่า เงิน 9 ล้านบาท เป็นเงินก้อนใหญ่ ควรคำนวณผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนด้วยสิ ส่วนตัวผมต้องการบอกแบบนี้ครับ  จากตัวอย่างทั่วไปที่เจอ การที่ไม่คำนวณผลตอบแทน ก็จะเท่ากับว่าเค้าใช้อัตราผลตอบแทน = 0%   แต่ในโลกความจริงเงินก้อนนี้อาจจะฝาก Bank อยู่ก็ได้  ซื้อตราสารหนี้ก็ได้  แล้วได้รับดอกเบี้ยกลับมา 5%-1-2%  จะเท่าไรก็ได้ ที่ไม่ขาดทุนก็แปลว่าจะมีกำไรเพิ่มขึ้นจาก 0%  แปลว่าลุงหมูจะมีเงินเหลือมากขึ้น      ที่จะเตือนคือ ผู้ที่แนะนำแผนการเงินที่ใช้อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนประเภท % สูงๆในการคำนวณ  โดยมีความเชื่อมั่นมากว่าการลงทุนที่มีเวลานานมากพอ จะสามารถเลือกการลงทุนที่เป็นความเสี่ยงสูง หรือ Aggressive ได้ หรือการลงทุนในกองทุนรวมจะมี Fund Manager เก่งๆ และมีการทำ Asset Allocation + Diversification ไว้ให้แล้ว แปลว่าโอกาสกำไรสูง  ขาดทุนต่ำ  ความเชื่อเหล่านี้อาจจะเป็นสิ่งที่จะพาไปสู่หายนะได้   ฝากทุกคนที่เข้าใจแบบข้างต้นอยู่ ลองศึกษาเรื่อง Sequence of Return Risk หรือที่เรียกสั้นๆว่า SOR Risk กันดูนะครับ
  4. โน้ตไว้ ในการวางแผนจริงๆที่ ไม่ใช่ Single Plan (เป้าหมายเดียว) และ ไม่ใช่คำแนะนำแบบทั่วไป ยังมีรายจ่ายอื่นๆอีกมากที่ต้องคำนึงถึง เช่นค่ารักษาพยาบาล บอกเลยนี้เป็นเงินก้อนที่ใหญ่มาก  และจะมีผลกับการใช้ชีวิตหลังเกษียณแน่นอน  ที่ F ควรต้องคุยกับลุงหมุเพิ่มด้วย ไม่ใช่จบแค่เงินใช้กินอยู่ตอนเกษียณเท่านั้น

หากมาลองคำนวณกันใหม่ โดยปรับคำแนะนำดังนี้   อายุขัยควรสูงกว่าค่าเฉลี่ยไว้ ขอใช้ 90 ปีเลยละกัน (ระยะหลังเกษียณ = 90-55 = 35 ปี)    อัตราเงินเฟ้อ ใช้ 3%  และอัตราผลตอบแทนการลงทุน ใช้ 1%   ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นอย่างไร ต่างกันหรือไม่??? 

พบว่า ลุงหมู ตอนอายุ 55 จะสามารถใช้เงินปีแรกได้เพียงปีละ  180,685 บาท  หรือ 15,057 บาท/เดือน  เท่านั้นครับ แต่ปีถัดไปสามารถถอนได้มากขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อ 3%  หากต้องการ Early Retire ตอนอายุ 55 ปี

            ซึ่งพบว่า คำแนะนำครั้งแรก กับครั้ง 2 ต่างกันเกิน 2 เท่า   และลองมองในมุมว่า ลุงหมูเชื่อและตามแนะนำแรกที่ผิด  ลุงหมูใช้จ่ายเฉลี่ยเดือนละ 34,090 บาท หรือ 409,090 บาท/ปี  แต่จริงๆแล้วสินค้าค่อยๆแพงขึ้นไปตามเงินเฟ้อ 3%  ในกรณีนี้ให้ลุงหมูได้กำไรจากการลงทุนที่ 1% เพิ่มด้วย   เงินลุงหมูจะหมดก่อนเวลาไหม  คำตอบคือ

            ลุงหมู เงินจะหมด หลังจากเกษียณไปได้เพียง 18.44 ปี  นั้นแปลว่า เงินลุงหมูจะหมด ตอนอายุ 55+18.5 = 73.5 ปีครับ  ซึ่งสั้นกว่า 77 ที่เคยคาดการณ์ไว้ด้วย  ใครต้องเป็นผู้รับผิดชอบละครับ

           คำปรึกษาที่ไม่ใส่ใจความเสี่ยงต่างๆที่มากพอ เช่นเงินเฟ้อ เป็นต้น  อาจจะเป็น “น้ำผึ้งอาบยาพิษ”  ให้กับลุงหมู  ถ้ามีโอกาสครั้งหน้าจะสร้างตัวอย่างของผลจากการวางแผนการเงินด้วยการลงทุนที่อัตราผลตอบแทนสูงๆ ว่าจะมีผลอย่างไร  จะพาลุงหมูของเราแย่แค่ไหน

ผู้เขียน  อ.ตี๋  ชวลิต ลีลาภรณ์  FChFP  CFPÒ  IP

เพิ่มเราเป็นเพื่อนได้แล้ววันนี้!....