ศูนย์วิจัยกสิกร เผย กู้ซื้อบ้าน-รถ ทำคนไทยหนี้พุ่งกระฉูดต่อเนื่อง
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผย ข้อมูลเงินให้กู้ยืมแก่ภาครัวเรือน หรือหนี้ครัวเรือนไทย ล่าสุดจากธนาคารแห่งประเทศไทย ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในไตรมาส 2/2561 โดยยอดคงค้างหนี้เติบโตเร่งขึ้นใน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ ธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินเฉพาะกิจที่รับฝากเงิน และบริษัทที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน อาทิ ผู้ให้บริการบัตรเครดิต ลิสซิ่ง และสินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งการเร่งตัวขึ้นของหนี้ครัวเรือนดังกล่าว สอดคล้องกับข้อมูลอีกด้านหนึ่งที่สะท้อนว่า มีการเร่งตัวขึ้นของสินเชื่อรายย่อย โดยเฉพาะสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ นับตั้งแต่ต้นปี 2561 ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ การเพิ่มขึ้นของสินเชื่อบ้าน สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ หนุนยอดคงค้างหนี้ครัวเรือนไทยขยับขึ้นมาที่ 12.34 ล้านล้านบาทในไตรมาส 2/2561 เติบโตขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 5.7% YoY ซึ่งนับเป็นอัตราการเพิ่มขึ้นของหนี้ครัวเรือนที่สูงที่สุดในรอบ 3 ปี และขยับขึ้นต่อเนื่องจาก 5.2% YoY ในไตรมาสแรก โดยการเพิ่มขึ้นของหนี้ครัวเรือนดังกล่าว เป็นทิศทางที่สอดคล้องกับการเติบโตเร่งขึ้นของการใช้จ่ายภาคครัวเรือน โดยเฉพาะในสินค้าคงทน เช่น รถยนต์ รวมถึงการเพิ่มขึ้นของยอดโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัย
ในอีกด้านหนึ่ง การขยับขึ้นของหนี้ครัวเรือนดังกล่าวนั้น สะท้อนสภาพการแข่งขันในตลาดสินเชื่อรายย่อยของ 3 กลุ่มหลัก ดังกล่าว คงต้องยอมรับว่า การเติบโตของหนี้ครัวเรือนที่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งแรกของปี 2561 นั้น ผลส่วนใหญ่ เกือบ 70% มีแรงผลักดันมาจากการเติบโตของสินเชื่อรายย่อยเพื่อการอุปโภคบริโภค (โดยเฉพาะสินเชื่อบ้าน และสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์) ที่ปล่อยผ่านระบบธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ซึ่งนับว่าเป็นสัดส่วนที่สูงขึ้นจากในช่วงสิ้นปี 2560 ที่มีสัดส่วนประมาณ 65%
นอกจากนี้ สถาบันการเงินอื่น โดยเฉพาะบริษัทบัตรเครดิต ลิสซิ่ง และสินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งเป็นกลุ่มผู้เล่นหลักๆ ของนอนแบงก์ ก็ทยอยมีบทบาทที่ชัดเจนมากขึ้นในตลาดสินเชื่อรายย่อยด้วยเช่นกัน โดยองค์ประกอบการเติบโตของหนี้ครัวเรือนในส่วนที่มาจากนอนแบงก์ ขยับขึ้นมาที่ 10.3% ในช่วงครึ่งแรกของปี จากที่มีบทบาทประมาณ 7.6% ในช่วงปลายปี 2560
ทิศทางดังกล่าวข้างต้น น่าจะเป็นผลมาจากการเร่งทำการตลาด ผลักดันแคมเปญ ตลอดจนการพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ๆ ของแอปพลิเคชันของสถาบันการเงินแต่ละแห่ง เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการทำธุรกรรมทางการเงิน และเพิ่มช่องทางการเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ตลอดจนเงื่อนไขพิเศษเพื่อกระตุ้นการเบิกใช้สินเชื่อของลูกค้าของทั้งธนาคารพาณิชย์ กลุ่มนอนแบงก์ และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ
สำหรับแนวโน้มของหนี้ครัวเรือนในปี 2561…อานิสงส์จากเศรษฐกิจไทยที่เติบโตดีขึ้น อาจส่งผลทำให้ยังคงเห็นสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีในปีนี้ขยับลงต่อเนื่อง...แต่การเพิ่มขึ้นของยอดคงค้างหนี้ครัวเรือน ยังคงสะท้อนว่า ประเด็นความสามารถในการชำระหนี้ ยังคงต้องติดตามต่อเนื่องในช่วงปีข้างหน้า
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีของไทย อาจชะลอลงมาอยู่ในกรอบ 77.0-78.0% ต่อจีดีพี และมองว่า สินเชื่อรายย่อย โดยเฉพาะสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ และสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย น่าจะยังคงประคองทิศทางการขยายตัวไว้ได้อย่างต่อเนื่องในระยะที่เหลือของปี ที่อาจเป็นไปได้ว่า จะมีความต้องการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ก่อนที่ผลจากมาตรการกำกับสินเชื่อบ้านของธปท. จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในปีหน้า
อย่างไรก็ดี คงต้องยอมรับว่า การฟื้นตัวของกำลังซื้อและรายได้ภาคครัวเรือนของครัวเรือนบางกลุ่ม ยังคงอยู่ในระยะแรกเริ่ม นอกจากนี้ ข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนจากสำนักงานสถิติ ยังสะท้อนว่า โดยเฉลี่ยแล้วครัวเรือนไทยก้าวเข้าสู่ปีนี้ด้วยสถานะทางการเงินที่มีความเปราะบางมากขึ้น
ซึ่งหากพิจารณาตามกลุ่มรายได้ จะพบว่า ไม่ใช่เพียงครัวเรือนในกลุ่มรายได้ค่อนข้างน้อยเท่านั้น ที่มีสัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ของกลุ่มรายได้ต่ำกว่า 8,000 และกลุ่มรายได้ 8,000-15,000 บาทต่อเดือน ปรับสูงขึ้นมาที่ 54.5% และ 33.3% ในปี 2560 แต่ครัวเรือนในกลุ่มที่มีรายได้ระดับกลาง-บน เช่น กลุ่มรายได้ 70,000-100,000 บาทต่อเดือน ก็มีสัดส่วน ภาระหนี้ต่อรายได้เพิ่มสูงขึ้นมากมาที่ 24.5% เช่นกัน
ดังนั้น สถานะที่เปราะบางทางการเงินของภาคครัวเรือน รวมถึงความอ่อนไหวต่อปัจจัยที่รอทดสอบในปีหน้า โดยเฉพาะเรื่องความต่อเนื่องในการฟื้นตัวของกำลังซื้อ ตลอดจนความเป็นไปได้ที่อัตราดอกเบี้ยของไทยจะเข้าสู่จังหวะขาขึ้น ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสินเชื่อบ้าน ที่อัตราดอกเบี้ยเป็นแบบลอยตัว และสินเชื่อเช่าซื้อที่อัตราดอกเบี้ยเป็นแบบคงที่ซึ่งอัตราดอกเบี้ยมีโอกาสปรับขึ้นในระยะข้างหน้า
ซึ่งจากการวิเคราะห์ พบว่า หากอัตราดอกเบี้ยขยับขึ้น 0.50% อาจจะทำให้ภาระการผ่อนชำระต่อเดือน เพิ่มขึ้นมากกว่า 4% เปรียบเทียบกับกรณีที่ไม่มีการปรับขึ้นดอกเบี้ย ดังนั้น อาจคาดเดาได้ว่า หลังจากผ่านพ้นปีนี้ไป จะมีครัวเรือนบางส่วนที่มีภาระหนี้เพิ่มขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากหนี้ที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ในปีนี้ เป็นหนี้ก้อนใหญ่ซึ่งจะก่อให้เกิดภาระผูกพันที่ต้องมีการชำระคืนหนี้ในช่วงหลายปีหลังจากนี้
เพิ่มเราเป็นเพื่อนได้แล้ววันนี้!....
ทีมงาน INN WHY? รายการเพื่อผู้บริโภค ร่วมปฏิวัติความคิด ปรับเปลี่ยนชีวิต ก้าวสู่ความมั่นคง หลังเกษียณ
ติดตามเราได้ที่ไลน์แอด @INNWHY.TV หรือ Facebook.com/INNWHY.TV และ Youtube.com/c/innwhy
Contact us : INNWHY31@gmail.com